05 August 2010
กฎหมายแรงงาน (Arbeitsrecht) ของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
การเคลื่อนย้ายแรงงานในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
กฎหมายแรงงาน (Arbeitsrecht) ของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีเป้าหมายหลักคือ การคุ้มครองลูกจ้างในการทำงาน เนื่องจากลูกจ้างจำเป็นต้องพึ่งพานายจ้าง ไม่เพียงแต่ในด้านรายได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านความสัมพันธ์ด้วย ซึ่งจะผูกพันกันภายใต้สัญญาการทำงานระหว่างกัน กฎหมายแรงงานจะครอบคลุมลูกจ้างทุกประเภท รวมทั้งบุคคลที่รับงานไปทำที่บ้านด้วย
กฎหมายแรงงานแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ กฎหมายแรงงานรายบุคคล (Individual Labour Law) ซึ่งครอบคลุมความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างและนายจ้างโดยตรง และกฎหมายแรงงานกลุ่มร่วม (Collective Labour Law) ใช้กับความสัมพันธ์ด้านกฎหมายระหว่างกลุ่มสหภาพแรงงานและสมาคมหรือกลุ่มนายจ้างต่าง ๆ ในระดับบริษัทหรือระดับเหนือบริษัทขึ้นไป กฎหมายแรงงานกลุ่มร่วมมีจุดมุ่งหมายในการกำหนดเงื่อนไขการทำงานให้เป็นไปในทางเดียวกัน และกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการรวมกลุ่ม การเจรจาต่อรอง การไกล่เกลี่ย และการยุติความขัดแย้ง การเป็นตัวแทนของกลุ่มลูกจ้างและการมีสิทธิในการตัดสินใจร่วม
1.กฎหมายแรงงานรายบุคคล (Individual Labour Law)
กฎหมายแรงงานบุคคลครอบคลุมความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับสัญญาการทำงานระหว่างกัน ในกฎหมายการทำงานจะประกอบไปด้วยสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ที่จะกำหนดเงื่อนไขการทำงานโดยทั่วไป ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับทั้งลูกจ้างและนายจ้างโดยตรง กฎหมายบางชนิดจะกำหนดให้ลูกจ้างต้องได้รับสิทธิขั้นต่ำ อาทิ กฎหมายวันหยุดสหพันธ์ (Federal Holidays Act) และกฎหมายการจ่ายเงินต่อเนื่อง (the Continuation of Pay Act) ซึ่งกำหนดให้ลูกจ้างจะได้รับเงินค่าเจ็บป่วยจากนายจ้างได้ถึง 6 สัปดาห์ในกรณีลูกจ้างลาป่วย
สิทธิทางกฎหมายขั้นต่ำนี้เป็นเพียงสิทธิพื้นฐานที่ลูกจ้างจะต้องได้รับ ซึ่งลูกจ้างจะสามารถได้รับสิทธิมากกว่าขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยการตกลงตามสัญญาการทำงาน หรือตามข้อตกลงร่วมกันระหว่างสหภาพแรงงานกับกลุ่มนายจ้าง (ที่ครอบคลุมสถานที่ทำงานนั้น ๆ ) อาทิ ลูกจ้างสามารถได้รับวันหยุดมากกว่าจำนวนวันหยุดขั้นต่ำตามกฎหมายที่ลูกจ้างมีสิทธิได้
นอกจากนี้ กฎหมายแรงงานรายบุคคลได้กำหนดระยะเวลาการแจ้งล่วงหน้าในการยกเลิกสัญญาจ้าง โดยปกติไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์ล่วงหน้า และ ระยะเวลาในการแจ้งยกเลิกสัญญาจ้างก็จะต้องนานขึ้นตามระยะเวลาการทำงานกับสถานประกอบการนั้นๆตามลำดับ ดังนี้
- ทำงาน 1 ปี ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า 1 เดือน
- ทำงาน 5 ปี ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า 2 เดือน
- ทำงาน 8 ปี ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า 3 เดือน
- ทำงาน 10 ปี ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า 4 เดือน
- ทำงาน 12 ปี ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า 5 เดือน
- ทำงาน 15 ปี ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า 6 เดือน
- ทำงาน 20 ปี ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า 7 เดือน
ทั้งนี้ การนับระยะเวลาการทำงานกับนายจ้างเดิมจะเริ่มตั้งแต่ลูกจ้างอายุ 25 ปีบริบูรณ์
อย่างไรก็ตาม สัญญาการจ้างงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอาจกำหนดให้ระยะเวลาการแจ้งล่วงหน้านานกว่าระยะที่กฎหมายกำหนดได้ ในกรณีที่ทั้ง 2 ฝ่ายยินยอมตกลงกัน แต่ต้องไม่น้อยกว่ากฎหมายกำหนด
ตามกฎหมายป้องกันการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม (the Unfair Dismissal Protection Act) การเลิกจ้างโดยปกติ (และภายใต้ระยะเวลาการแจ้งล่วงหน้าที่ถูกต้อง) ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ทั้งทางสังคมและกฎหมาย ในกรณีที่สาเหตุของเลิกจ้างเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือพฤติกรรมของบุคคลนั้นหรือมีความจำเป็นที่ไม่อนุญาตให้บุคคลนั้นทำงานต่อไปได้
กฎหมายป้องกันการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมนั้น มีผลบังคับใช้ต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดของสถานประกอบการ และวันเริ่มต้นในสัญญาการทำงาน ดังนี้
- มีผลใช้กับประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป นับตั้งแต่ 1 มกราคม 2004 เป็นต้นมา
- มีผลใช้กับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และลูกจ้างดังกล่าวมีสัญญาจ้างเริ่มต้น ณ หรือ ก่อนวันที่31 ธันวาคม 2003 ก็จะเข้าข่ายกับกฎหมายดังกล่าว ตราบใดที่สถานประกอบการนั้นยังมีคนมากกว่า 5 คน ส่วนลูกจ้างที่เริ่มทำงานหลังวันที่ 31 ธันวาคม2003 จะไม่เข้าข่ายและได้รับสิทธิในกฎหมายนี้
สำหรับการนับจำนวนคนทำงานพิจารณาโดย ลูกจ้างทำงานไม่เต็มเวลา (part time) จะนับจำนวนชั่วโมงในการทำงาน ส่วนลูกจ้างฝึกงานจะไม่เข้าข่ายนี้ และลูกจ้างที่จะมีสิทธิในกฎหมายป้องกันการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมจะต้องทำงานติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 6 เดือนก่อนที่จะถูกเลิกจ้าง
กฎหมายสัญญาจ้างงานชั่วคราวและสัญญาจ้างงานระบุระยะเวลาการจ้าง (the Act on Part-time Work and Fixed-term employment Contracts) จะควบคุมดูแลเงื่อนไขต่าง ๆ ของการจำกัดสัญญาการทำงานและผลทางกฎหมายอันเกิดจากการจำกัดที่ไม่ถูกต้อง อาทิ สัญญาการจ้างงานที่ระบุระยะเวลาจ้างชัดเจนสามารถยกเลิกโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเมื่อสัญญานั้นสิ้นสุดลง แต่อาจแจ้งล่วงหน้าก่อนวันสิ้นสุดสัญญาได้ หากมีการตกลงกันในสัญญาดังกล่าว หรือการตกลงร่วมกันระหว่างสหภาพแรงงานกับกลุ่มนายจ้าง
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2000 เป็นต้นไป การแจ้งยกเลิกสัญญาหรือการตกลงสิ้นสุดการทำงาน หรือการตกลงใด ๆ เกี่ยวกับการจำกัดระยะเวลาของสัญญาการจ้างงานจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มีผลทางกฎหมาย
หากลูกจ้างไม่เห็นด้วยกับการให้ออกจากงาน ไม่ว่าจะเป็นกรณีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหรือเหตุผลอื่นใดแล้ว ลูกจ้างสามารถนำเรื่องยื่นต่อศาลแรงงานภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ นับจากวันที่ได้รับแจ้ง ในขณะเดียวกันลูกจ้างมีเวลา 3 สัปดาห์ที่จะนำเรื่องขึ้นศาลหากลูกจ้างไม่เห็นด้วยกับการระบุระยะเวลาของสัญญาจ้างงาน
2. กฎหมายแรงงานกลุ่มร่วม (Collective Labour law)
แบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ
1. กฎหมายการต่อรองร่วม (Collective Bargaining Law) จะครอบคลุมความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพแรงงาน สมาคมนายจ้าง และนายจ้างทั่วไป
2. กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ในสถานที่ทำงาน (The Law on Labour Relations at the workplace) จะครอบคลุมความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างทั้งหมดในแต่ละสถานที่ทำงาน
2.1 กฏหมายการต่อรองร่วม
สหภาพแรงงานและสมาคมนายจ้างต่าง ๆ มีสิทธิที่จะเจรจาต่อรองกันเกี่ยวกับค่าจ้างและเงื่อนไขในการทำงาน โดยรัฐจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญสหพันธ์ฯ ถือว่าเป็นสิทธิการต่อรองร่วมโดยเสรี โดยแต่ละฝ่ายจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตกลงระหว่างกัน
อัตราค่าจ้างและเงื่อนไขในการทำงานสำหรับงานเกือบทั้งหมดในสหพันธ์ฯ จะถูกกำหนดโดยการต่อรองระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอำนาจสิทธิในการต่อรองร่วมโดยเสรีมีความสำคัญมากในประเทศนี้
การต่อรองร่วมจะเป็นการต่อรองระหว่างสหภาพกับสมาคมนายจ้าง หรือระหว่างสหภาพกับนายจ้างรายบุคคล ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของทั้งสองฝ่ายในการสนับสนุนผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย และกำหนดออกเป็นเงื่อนไขในการทำงานและในด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน
การต่อรองร่วมมีเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่
1. การป้องกัน
การตกลงร่วมจะช่วยป้องกันลูกจ้างจากการถูกนายจ้างเอาเปรียบในเงื่อนไขของการทำงาน ดังนั้นสัญญาจ้างงานของลูกจ้างรายบุคคลจะต้องไม่ขัดกับเงื่อนไขที่การตกลงร่วมระหว่างสหภาพกับนายจ้างที่ได้กระทำไว้สำหรับสาขาอาชีพแต่ละสาขาภายในแต่ละรัฐ
2. การกำหนดลักษณะองค์กร
ข้อตกลงร่วมจะแจ้งสาระที่แสดงความสัมพันธ์การทำงานในทุกรูปแบบในขณะที่มีผลบังคับใช้
3. การรักษาสันติสุขในอาชีพ
ในขณะที่การตกลงร่วมมีผลบังคับใช้ ลูกจ้างจะไม่มีสิทธิในการประท้วงหรือเรียกร้องใด ๆ เกี่ยวกับเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าจ้างหรือการทำงานที่ได้ตกลงกันไว้ โดยเงื่อนไขที่การตกลงร่วมจะครอบคุลมประเด็น ดังนี้
- อัตราค่าจ้าง
- จำนวนชั่วโมงการทำงาน
- วันหยุด
- ระยะเวลาการแจ้งล่วงหน้า
การตกลงร่วมจะมีผลบังคับใช้กับลูกจ้างรายใด ก็ต่อเมื่อ
- นายจ้างเป็นสมาชิกในสมาคม/กลุ่มนายจ้าง และลูกจ้างก็อยู่ในสหภาพแรงงานที่กำหนดการตกลงร่วม (หรือเป็นการตกลงกับนายจ้างโดยตรง)
- หรือ ลักษณะความสัมพันธ์ด้านการทำงานของลูกจ้างจะต้องเป็นไปในลักษณะที่การตกลงร่วมครอบคลุมไว้
- หรือ นายจ้างสามารถทำความตกลงกับลูกจ้างในสัญญาจ้างงาน ว่าเงื่อนไขที่มีในการตกลงร่วมสามารถถูกนำมาใช้กับความสัมพันธ์ในการทำงานของทั้งสองฝ่ายได้
2.2 กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบการ
กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ในสถานประกอบการจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทหรือองค์กรอื่นๆและลูกจ้าง การที่ใช้คำว่า “สถานประกอบการ” เนื่องจากในบางองค์กรใหญ่ กฎระเบียบจะใช้เฉพาะเจาะจงกับบางส่วน แต่บางองค์กรก็จะใช้กับทั้งองค์กร หลักพื้นฐานก็คือ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามีความร่วมมืออันดีระหว่างสหภาพและสมาคมนายจ้างในสถานประกอบการแต่ละแห่งเพื่อผลประโยชน์ของลูกจ้าง
สภาแรงงาน (The Work Council) จะถูกเลือกจากกำลังแรงงานทั้งหมดเพื่อดำเนินการในภารกิจทั่ว ๆ ไป อาทิ กำกับดูแลเงื่อนไขทางกฎหมาย กฎระเบียบความปลอดภัย การตกลงร่วมและการตกลงในสถานที่ทำงานนั้น ๆ มีความถูกต้องและได้รับการปฏิบัติตามเพื่อผลประโยชน์ของลูกจ้าง
นอกจากนี้สภาแรงงานยังมีหน้าที่ดูแลด้านสวัสดิการสังคม ประเด็นต่าง ๆ ด้านบุคลากรและเศรษฐกิจด้วย สิทธิในการเข้าไปมีส่วนร่วมของสภาทำงานมี 2 ประเภท คือ
1. สิทธิในการตัดสินใจร่วม จะให้สิทธิสภาแรงงานที่จะให้ความเห็นชอบกับนายจ้างก่อนที่นายจ้างจะดำเนินการใด ๆ หากสภาแรงงานไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของนายจ้าง เรื่องหรือประเด็นดังกล่าวก็จะถูกนำขึ้นไปตัดสินโดยคณะกรรมการการทำงาน (Board of Arbitration)โดยมีตัวแทนจากสภาแรงงานและนายจ้างฝ่ายละเท่ากัน และมีคนกลางเป็นประธาน
2. สิทธิในด้านข้อมูลข่าวสารและคำปรึกษา นายจ้างจะต้องรายงานข้อมูลต่าง ๆ ให้สภาแรงงานทราบ ตลอดจนรับฟังความคิดเห็น หรือปรึกษาประเด็นปัญหาต่าง ๆ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านแรงงานในสหพันธ์ฯ ประกอบด้วย
- ประมวลกฎหมายพลเรือน (The Civil Code)
- กฎหมายป้องกันการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม (Protection against Unfair Dismissal Act)
- กฎหมายวันหยุดสหพันธ์ (Federal Holidays Act)
- กฎหมายคุ้มครองมารดาที่ทำงาน (Protection of Working Mothers Act)
- กฎหมายการจ่ายเงินต่อเนื่อง (Continuation of Pay Act)
- กฎหมายเอกสารเงื่อนไขการจ้างงาน (Documentation of Employment Conditions Act)
- กฎหมายคุ้มครองแรงงานเยาวชน (Protection of Minors at Work Act)
- กฎหมายการต่อรองร่วม (Collective Bargaining Act)
- กฎหมายสัญญาจ้างงานชั่วคราว และสัญญาจ้างงานระบุระยะเวลาจ้าง (Part-time and Limited-term Employment Contracts Act)
- กฎหมายรัฐธรรมนูญการทำงาน (Works Constitution Act)
- กฎหมายคณะกรรมการผู้แทนฝ่ายจัดการอาวุโส (Senior Management Representative Committees Act)
- กฎหมายการตัดสินใจร่วมในอุตสาหกรรมถ่านหิน เหล็ก และเหล็กกล้า (Coal, Iron and Steel Industry Codetermination Act)
- กฎหมายการมีส่วนร่วมแบบหนึ่งในสาม (One-Third Participation Act)
- กฎหมายการตัดสินใจร่วม (Codetermination Act)
หมายเหตุ งานภาคราชการจะใช้กฎหมายผู้แทนบุคลากรสหพันธ์และรัฐ (the Federal and Lander Personnel Representation Acts) แทนกฎหมายรัฐธรรมนูญการทำงาน (Works Constitution Act) ซึ่งจะใช้สำหรับความสัมพันธ์ด้านแรงงานของภาคเอกชน
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ไม่มีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายทั่วไป แต่มีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำในบางสาขาอาชีพเท่านั้น ซึ่งจัดทำขึ้นตามการตกลงร่วมกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในสัญญาจ้างในระดับรายบุคคลหรือการต่อรองร่วมกันระหว่างกลุ่มนายจ้างกับสหภาพแรงงาน (Collective Bargaining)
สาขาอาชีพที่มีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำมีดังนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม 2551)
- งานก่อสร้าง 8.50 – 12.50 ยูโร ต่อชั่วโมง
- งานซ่อมหลังคา 10.20 ยูโร ต่อชั่วโมง
- งานทาสีและขัดสี 7.15 - 10.73 ยูโร ต่อชั่วโมง
- งานทำความสะอาดตึก 6.36 – 7.87 ยูโร ต่อชั่วโมง
- งานช่างไฟฟ้า
- ในภาคตะวันออก 7.90 ยูโร ต่อชั่วโมง
- ในภาคตะวันตก 9.40 ยูโร ต่อชั่วโมง
- งานไปรษณีย์ 8 – 9.80 ยูโร ต่อชั่วโมง
บางพื้นที่ในบางรัฐ อาจมีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นในบางสาขาอาชีพ แต่ไม่ได้บัญญัติเป็นกฎหมาย อาทิ งานช่างทำผมในรัฐบาวาเรีย หรืองานพนักงานผู้รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ในฮัมบวร์ก
แต่อย่างไรก็ดี ก็ได้มีการกำหนดมาตรการในการคุ้มครองดูแลลูกจ้างในเรื่องอื่น ๆ อาทิ สภาพและเงื่อนไขในการทำงาน ตลอดจนการตรวจสอบค่าจ้างที่อาจจะต่ำเกินไป ในกรณีที่พบว่าจ่ายค่าจ้างน้อยกว่า 1 ใน 3 ของงานลักษณะเดียวกันในพื้นที่นั้น ๆ
ความเป็นมาและการโต้แย้งทางการเมืองเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำ
ในอดีตค่าจ้างขั้นต่ำไม่เคยเป็นหัวข้อถกเถียงทางการเมืองในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เนื่องจากมีระบบค่าจ้างที่อิสระ ควบคุมโดยกลุ่มนายจ้างและสหภาพต่าง ๆ โดยไม่มีการเข้ามาแทรกแซงโดยรัฐบาล
รายได้หรือค่าแรงที่ได้ตกลงกันในสัญญาระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ทำหน้าที่เสมือนกับค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละสาขาอาชีพมาเป็นเวลานาน แต่ในระบบดังกล่าวเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพลงเรื่อย ๆ เนื่องจากนายจ้างจำนวนมากไม่ยอมรับค่าจ้างที่กำหนดตามสัญญา และในขณะเดียวกันสหภาพแรงงาน
ก็เริ่มสูญเสียจำนวนสมาชิกและอำนาจในการต่อรอง ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีแรงงานจำนวน มากที่ได้มีรายได้ที่เกิดจากการตกลงกันตามสัญญาน้อยกว่า 6 ยูโร ต่อชั่วโมง สำนักงานสถิติแห่งประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีรายงานว่า จำนวนรายได้ ต่อ ชม.ที่น้อยที่สุดถูกบันทึกไว้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2006 ในภาคตะวันออกของประเทศ อาทิ พนักงานรักษาความปลอดภัยในรัฐทูริงเง็นมีรายได้ 4.38 ยูโร ต่อชั่วโมง ช่างเสริมสวยในรัฐซากเซ็นมีรายได้ 3.82 ยูโร ต่อชั่วโมง โดยเฉลี่ยแล้วคนเยอรมนีจำนวน 4.6 ล้านคน มีรายได้น้อยกว่า 7.50 ยูโร ต่อชั่วโมง
แรงงานในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจำนวนมากไม่มีรายได้ที่จะสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้แม้ว่าจะทำงานเต็มเวลา ดังนั้นตั้งแต่กลางปี 2004 เป็นต้นมา จึงเริ่มมีการถกเถียงกันเรื่องการนำค่าจ้างขั้นต่ำมาใช้ในประเทศ โดยภายใต้การนำของนาย Franz Munterfering หัวหน้าพรรค SPD ในขณะนั้น รัฐบาลผสมของสหพันธ์ฯ ที่มีพรรค CDU/CSU และ SPD เป็นแกนนำ ก็ได้นำกลุ่มแรงงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยกันพิจารณาจัดหาระบบหรือรูปแบบที่จะกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำหรือทางเลือก
อื่น ๆ ที่เหมาะสม
แนวความคิดเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำได้แยกออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกมีความเห็นว่า การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นกฎหมาย จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและจำเป็นที่สุดที่จะแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ โดยอ้างตัวอย่างจากประเทศหลายประเทศที่มีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะเห็นว่าการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลให้สูญเสียตำแหน่งงานและกระทบต่อสถานภาพทางเศรษฐกิจ
ความเห็นในการพิจารณากำหนดค่าจ้างขั้นต่ำแตกต่างกัน โดยจำแนกได้ดังนี้
1. สหภาพ
- สหภาพร้านอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค และกลุ่มสหภาพแรงงานได้เรียกร้องให้มีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายไว้ที่ 7.50 ยูโร ต่อชั่วโมง และจะขึ้นเป็น 9 ยูโร ต่อชั่วโมง ในอนาคต ตัวเลขดังกล่าวกำหนดขึ้นโดยเทียบเคียงกับค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศอื่นในสหภาพยุโรปที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน
- สหภาพแรงงานแห่งสหพันธรัฐฯ (Der Deutsche Gewerkschaftbund-DGB) ได้เรียกร้องให้มีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเป็นกฎหมายไว้ที่ 7.50 ยูโร ต่อชั่วโมงด้วยเช่นกัน โดยกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำจะเข้าไปเป็นส่วนเสริมให้กับกฎหมายที่ควบคุมดูแลเงื่อนไขการทำงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่มีอยู่แล้ว
- กลุ่มสหภาพอุตสาหกรรมถ่านหิน เคมี และพลังงานได้ออกมาคัดค้านค่าจ้างขั้นต่ำและ สนับสนุนการกำหนดแยกออกเป็นสาขาอาชีพ โดยไม่มีการออกเป็นอัตราโดยรวม
- กลุ่มสหภาพอุตสาหกรรมเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีอัตราค่าจ้างของตนเองอยู่ที่ 12.40 ยูโร ต่อชั่วโมง ก็สนับสนุนให้แยกกำหนดตามสาขาอาชีพ
2. พรรคการเมือง
พรรคการเมืองต่าง ๆ ในสหพันธ์ฯ ก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่แตกต่างกันไปดังนี้
- พรรคฝ่ายซ้ายต้องการให้มีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำไว้ที่ 8 ยูโร ต่อชั่วโมง
- พรรคสีเขียวต้องการให้มีการกำหนดเงื่อนไขอื่น ๆ เข้าไว้กับค่าจ้างขั้นต่ำ
- พรรค SPD ต้องการให้มีการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเป็นกฎหมายโดยครอบคลุมหลายสาขาอาชีพ เพื่อเป็นการปกป้องผู้ที่ทำงานให้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้
- พรรค CDU คัดค้านการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะจะนำไปสู่การตกงานจำนวนมาก โดยสนับสนุนการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำแยกตามสาขาและพื้นที่
- พรรค FDP คัดค้านการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำอย่างรุนแรง เพราะเชื่อว่าจะก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจ
สำหรับสมาพันธ์นายจ้างเยอรมัน (Bundesvereinigung der Deutschen Arbeitgeberverbände-BDA) ก็คัดค้านการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ โดยมองว่าค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้เกิดการเลิกจ้างจำนวน 1.7 ล้านคน
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
การเคลื่อนย้ายแรงงานในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
คนต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี รัฐบาลจะให้สิทธิพิเศษกับบุคคลสัญชาติในสหภาพยุโรป (European Union : EU) รุ่นแรก ๆ เป็นอันดับแรก ได้แก่ เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิอร์ก มอลต้า เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย โปรตุเกส สวีเดน สเปน สหราชอาณาจักรและไซปรัส บุคคลสัญชาติดังกล่าวไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตในการทำงานในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานเยอรมนีได้โดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ
สำหรับประเทศสมาชิกใหม่ในสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านมาเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ก็มีข้อจำกัดบางประการในการเข้ามาทำงานในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประเทศสหภาพยุโรปในกลุ่มนี้ ได้แก่ บัลแกเรีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิธัวเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวาเกีย สโลวาเนีย เช็ค และฮังการี จะสามารถทำงานในสหพันธ์ฯ โดยขอใบอนุญาตจากสำนักงานจัดหางานในส่วนที่ดูแลประเทศในกลุ่มนี้
ทั้งนี้เมื่อกลุ่มประเทศนี้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเต็มที่แล้ว ก็จะได้รับสิทธิพิเศษเหมือนประเทศสหภาพยุโรปรุ่นเก่าและเข้าสู่ตลาดแรงงานเยอรมันได้โดยเสรี
สำหรับบุคคลที่มาจากประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือกลุ่มเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area-EEA) หรือบุคคลสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดต่าง ๆ อันดับแรกคือ บุคคลดังกล่าวจะต้องได้รับการอนุญาตให้พำนักอยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และการพำนักอยู่ในสหพันธ์ฯนั้นจะต้องเป็นลักษณะที่อนุญาตให้ทำงานเลี้ยงชีพในสหพันธ์ฯได้ด้วย
บุคคลสัญชาติออสเตรีย อิสราเอล ญี่ปุ่น แคนาดา เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์และสหรัฐอเมริกาสามารถยื่นขอสิทธิการพำนักในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อทำงานได้ภายหลังจากที่เดินทางเข้ามาในสหพันธ์ฯ แล้ว โดยการยื่นเรื่องกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเยอรมัน ส่วนบุคคลที่มีสัญชาติอื่นจะต้องยื่นเรื่องขอวีซ่าที่เหมาะสมก่อนที่จะเดินทางเข้ามาในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
แรงงานต่างชาติจะเข้าสู่ตลาดแรงงานของเยอรมันได้ยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายหลังจากที่เยอรมันได้ยุติการนำเข้าแรงงานต่างชาติในปี 1973 และสภาวะการว่างงานในประเทศสูงขึ้นเรื่อย ๆ ภายหลังจากการรวมประเทศในปี 1989 ในปัจจุบันแม้ว่าตัวเลขการว่างงานจะลดน้อยลงบ้าง แต่รัฐบาลสหพันธ์ฯก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดรับแรงงานต่างชาติมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สหภาพยุโรปกำลังขยายการรับสมาชิกใหม่ ๆ เข้ามา ก็ทำให้โอกาสของแรงงานไทยที่จะเข้าไปทำงานในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันมีไม่มากนัก
อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหพันธ์ฯ มีนโยบายที่จะเปิดรับแรงงานต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในบางสาขาเฉพาะ เช่น สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิศวกรรม ซึ่งเป็นที่ต้องการมาก และอินเดียเป็นประเทศหลักในการส่งแรงงานดังกล่าว เนื่องจากอินเดียมีศักยภาพและความพร้อมในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศสูง และมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ดังนั้นสาขาอาชีพเฉพาะที่แรงงานไทยสามารถเข้ามาประกอบอาชีพได้เป็นหลัก จึงเป็นสาขา พ่อครัว/แม่ครัว และพนักงานนวด เป็นต้น
ที่มาข้อมูล : กระทรวงแรงงานและกิจการสังคม สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ฝ่ายแรงงาน สนร. ณ กรุงเบอร์ลิน
8 มิถุนายน 2553






